แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมาย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สรุปย่อ LAW2032 กฎหมายอาญาสมัยบาบิโลน

สรุปย่อ วิชา ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย และระบบกฎหมายหลัก (LAW2032)
เรื่อง กฎหมายอาญาสมัยบาบิโลน

ประมวลกฎหมายพระเจ้าฮัมมูราบียึดหลักการแก้แค้นตอบแทนที่รุนแรงมาก หลักการดังกล่าวนี้ เป็นหลักการของกฎหมายดั้งเดิมที่เรียกว่า “Lex Talionis” หรือ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เห็นได้จากข้อความที่บัญญัติไว้ในกฎหมายดังนี้คือ
1.ถ้าบุคคลใดทำลายดวงตาของอีกผู้หนึ่ง ดวงตาของบุคคลนั้นจะถูกทำลายเช่นกัน
2.ถ้าชายคนหนึ่งเป็นเหตุให้ชายอีกคนสูญเสียลูกนัยน์ ตา ลูกนัยน์ตาของชายคนนั้นต้องถูกควักออกมา
3.บุคคลใดทำให้บุตรสาวของผู้อื่นถึงแก่ความตาย บุตรสาวของตนก็จะถูกลงโทษให้ถึงแก่ความตายด้วย
4.ถ้าบ้านพังตกลงมาทับเจ้าของบ้านตาย ผู้สร้างต้องรับผิดชดใช้ด้วยชีวิต
5.ช่างก่อสร้างบ้านเรือนที่ทำให้บุตรของเจ้าของบ้านถึงแก่ความตายโดยประมาทบุตรของตนจะถูกลงโทษให้ถึงแก่ความตายเช่นกัน
6.เจ้าหนี้ทำให้บุตรของลูกหนี้ซึ่งมาอยู่กับตนในฐานะเป็นผู้ขัดหนี้ถึงแก่ความตายบุตรของเจ้าหนี้จะถูกลงโทษให้ถึงแก่ความตายด้วย
เมื่อพิจารณาหลักการลงโทษจะเห็นว่าเป็นการลงโทษแก่บุตรหรือธิดาของผู้กระทำผิดซึ่งบุคคลดังกล่าวไม่ได้กระทำความผิด อันเป็นวิธีการลงโทษที่แตกต่างกับกฎหมายอาญาในปัจจุบัน ที่มีวัตถุประสงค์ในการแก้แค้นหรือตอบแทนผู้ที่กระทำความผิด
ประมวลกฎหมายนี้ไม่มีการลงโทษจำคุกแก่ผู้กระทำผิด เพราะโทษที่ลงแก่ผู้กระทำผิดร้ายแรงที่ผู้กระทำผิดมีเจตนา เช่น ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ ลักทรัพย์ คือโทษประหารชีวิต แต่ความผิดอื่น ๆ ที่ไม่ร้ายแรง โทษที่ผู้กระทำผิดได้รับคือ โทษปรับ เช่น การฆ่าคนตายโดยเจตนาต้องถูกลงโทษประหารชีวิต แต่ถ้าจำเลยสาบานว่าฆ่าคนจริงแต่ไม่เจตนาโทษที่จำเลยได้รับคือปรับโดยคำนึงถึงชั้นวรรณะของผู้ซึ่งถึงแก่ความตายเป็นหลัก
นอกจากนี้ลูกทำร้ายร่างกายพ่อ จะถูกลงโทษให้ต้องตัดมือทิ้งเสีย
วิธีพิสูจน์ความผิดฐานมีชู้ ให้นำภรรยาไปโยนลงในแม่น้ำ ถ้าลอยน้ำถือว่าบริสุทธิ์ ถ้าจมน้ำถือว่ามีความผิด

สรุปย่อ LAW2032 กฎหมายของชาวยิว

สรุปย่อ วิชา ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย และระบบกฎหมายหลัก (LAW2032)
เรื่อง กฎหมายของชาวยิว

ได้มีกฎหมายลายลักษณ์อักษรเกิดขึ้นกับชาวฮิบรูหรือยิวอยู่ระหว่างปี1275ถึง586ก่อนคริสต์ศักราช ปัจจุบันเรียกว่าอิสราเอล ชนเผ่าฮิบรูเป็นชนเผ่าเซเมติก เดิมอยู่ทางตอนล่างของลุ่มแม่น้ำยูเฟรติส ชาวฮิบรูได้เข้าไปตั้งบ้านเรือนปะปนกับชาวคานาน ต่อมาเรียกดินแดนนี้ว่าปาเลสไตน์
ชาวฮิบรูเคยเข้าไปในอียิปต์และตกเป็นทาสของชาวอียิปต์อยู่ระยะหนึ่ง โมเสสเจ้าชายหนุ่มชาวอิสราเอลเกิดขึ้นที่นั่น เขาเติบโตในพระราชวังของกษัตริย์ฟาโรห์ โมเสสได้ต่อสู้เพื่อหยุดยั้งชาวอียิปต์ที่ทำร้ายข่อขู่คนงานชาวอิสราเอลจนโมเสสได้ฆ่าชาวอียิปต์และเขาหนีไป ต่อมาได้เป็นผู้นำของชาวอิสราเอล โมเสสได้เห็นพระผู้เป็นเจ้า พระองค์บอกให้เขานำชาวอิสราเอลไปสู่ดินแดนใหม่ เขาจึงกลับมาอียิปต์แล้วแสดงให้ฟาโรห์เห็นถึงความต้องการเป็นอิสระของชาวอิสราเอล โมเสสได้ขู่ฟาโรห์ว่าถ้าไม่ทำตามจะได้พบกับพลังอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า คือพระยะโฮวาห์ กษัตริย์ฟาโรห์จึงยอมปล่อยชาวอิสราเอลเป็นอิสระ
โมเสสนำชาวอิสราเอลผ่านทะเลทรายเพื่อค้นหาดินแดนใหม่ จนชาวอิสราเอลท้อ โมเสสตำหนิพวกเขาว่าให้มีความเชื่อถือในพระผู้เป็นเจ้า
บนภูเขาชีไน โมเสสที่อยู่ตามลำพังคนเดียวได้เห็นและได้ยินกฎหมายของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งพระองค์ได้แกะบัญญัติสิบประการบนแผ่นป้ายที่ทำด้วยก้อนหิน
ผู้ฝ่าฝืนกระทำผิดบัญญัติสิบประการ ไม่มีโทษประหารชีวิตหรือโทษปรับเหมือนกฎหมายสมัยบาบิโลนหรือไม่มีสภาพบังคับอย่างเช่นกฎหมายในปัจจุบัน

สรุปย่อ LAW2032 กฎหมายบาบิโลน

สรุปย่อ วิชา ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย และระบบกฎหมายหลัก (LAW2032)
เรื่อง กฎหมายบาบิโลน

บริเวณที่ราบระหว่างแม่น้ำไทกรสและยูเฟรติสมีลักษณะเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว หรือเรียกว่าเมโสโปเตเมีย เป็นภาษากรีก แปลว่า ดินแดนระหว่างแม่น้ำ
ชาวสุเมเรียนเป็นเผ่าแรกที่มาตั้งถิ่นฐานจัดตั้งนครรัฐได้คิดวิธีเขียนหนังสือโดยใช้ไม้ไผ่หรือปลายอ้อ ทำเป็นรูปลิ่มกดลงไปบนแผ่นดินเหนียวที่ยังอ่อนและนำไปเผาไฟหรือผึ่งแดดให้แข็ง รู้จักในนามอักษรคูนีฟอร์ม หรืออักษรรูปลิ่ม มาจากภาษาลาติน แปลว่าลิ่ม
ต่อมาพวกอัคคาเดียยกทัพเข้าโจมตีและได้รับชัยชนะ กษัตริย์ชาวอัคคัดขึ้นปกครอง พระนามว่าพระเจ้าซาร์กอน
พวกอะมอไรท์ยึดหมู่บ้านบาบิโลนแล้วสถาปนาเป็นนครหลวงของจักรวรรดิ ชนเผ่านี้จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ชาวบาบิโลเนีย กษัตริย์ที่ทรงความสามารถและมีพระนามโด่งดังที่สุดคือ พระเจ้าฮัมมูราบี ทรงรวมดินแดนแห่งแม่น้ำทั้งสอง จัดทำประมวลกฎหมายซึ่งนำเอากฎหมายเก่าของชาวสุเมเรียนและชาวอียิปต์ที่มีอยู่แล้วมาตรวจทางใหม่ มีทั้งหมด 282 ข้อ ตั้งชื่อตามพระนามของพระองค์คือ ประมวลกฎหมายฮัมมูราบีสลักอยู่บนแท่นหินสีดำ ได้รับการยกย่องว่าเป็นประมวลกฎหมายเก่าแก่ที่สมบูรณ์ที่สุดในยุคนั้น แต่ก็ไม่ใช่ประมวลกฎหมายตามความหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
จารึกอยู่บนแผ่นหินไดโอไรท์สีดำ สูงประมาณ 8 ฟุต เป็นอักษรคูนิฟอร์ม แบ่งเป็น 3 ประเภท

1.กฎหมายมหาชน
สมัยบาบิโลนแบ่งประชาชนออกเป็น 3 พวก คือ
I. ชนชั้นสูง หรือชนชั้นปกครอง คือพวกข้าราชการ
II.ชนชั้นกลาง คือประชาชนธรรมดา หรือพวกเสรีชน
III.ชนชั้นล่าง หรือทาส
การทำผิดต่อชนชั้นสูงต้องรับโทษหรือถูกปรับสูงกว่าอัตราปกติ ชนชั้นสูงถูกชนชั้นล่างทำร้านสามารถแก้แค้นได้ ถ้าชนชั้นล่างถูกชนชั้นสูงทำร้าย จะแก้แค้นไม่ได้ ให้ชนชั้นสูงใช้ค่าสินไหมทดแทนชนชั้นล่างอาจไถ่ตัวเองให้เป็นเสรีชนได้ บุตรที่เกิดจากชายที่เป็นทาสและหญิงที่เป็นเสรีชนจะเป็นเสรีชนและทรัพย์สินกึ่งหนึ่งเป็นของฝ่ายหญิง
2.กฎหมายเอกชน มี 6 ประเภท
I.กฎหมายเรื่องเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ วัดเป็นเจ้าของที่ดินได้นำที่ดินให้ผู้อื่นเช่าโดยได้ค่าเช่าเป็นการตอบแทน ผู้เช่าอาจนำที่ดินที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าต่อได้
II.กฎหมายเรื่องเช่าปศุสัตว์ เช่าสัตว์เลี้ยงสำหรับใช้แรงงาน ผู้เช่าต้องรับผิดชอบเมื่อสัตว์เลี้ยงไปก่อความเสียหายให้ผู้อื่น ต้องดูแลปศุสัตว์อย่างดี ไม่ปล่อยให้สูญพันธ์
III.กฎหมายเรื่องชลประทาน เอกชนสามารถขุดลำรางเพื่อนำน้ำจากคูหรือคลองที่เป็นแหล่งน้ำส่วนกลางไปใช้ในที่ดินได้ แต่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจากการนำน้ำนั้นไปใช้
IV.กฎหมายเรื่องการจ้างแรงงาน การขุดคลองเป็นงานหนัก เจ้าของทำไม่ไหว จึงต้องจ้างลูกจ้างมาช่วย และนายจ้างก็ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง ทาสไม่ถือเป็นลูกจ้างไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าตอบแทน
V.กฎหมายเรื่องครอบครัว การสมรสบิดามารดาทั้ง2ฝ่าย ฝ่ายชายต้องมอบเงินจำนวนหนึ่งให้ฝ่ายหญิงซึ่งถือว่าเป็นการซื้อหญิงมาเป็นภรรยา ฝ่ายหญิงจะมอบเงินทุนให้หญิงจะเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของหญิงตลอดชีวิต เมื่อหญิงตายจะตกเป็นของบุตร ถ้าไม่มีบุตรจะเป็นของครอบครัวหญิง “สามีภรรยาเป็นบุคคลคนเดียวกัน”จึงต้องรับผิดชอบหนี้สินร่วมกัน ยกเว้นทำสัญญาจำกัดความรับผิดเป็นหนังสือ
การหย่าสามีจะทำเมื่อไหร่ก็ได้โดยต้องจ่ายค่าเลี้ยงดู ภรรยาเป็นฝ่ายดูแลบุตร ภรรยาจะหย่าได้เมื่อสามีทำทารุณหรือละทิ้ง ถ้าสามีตายภรรยาจะทำการสมรสใหม่ได้เมื่อศาลอนุญาต ศาลจะวางข้อกำหนดเรื่องมรดก ถ้าภรรยาไม่มีบุตรต้องยกสาวใช้ให้แก่สามีเพื่อให้มีบุตรหากไม่ทำสามีอาจหาหญิงอื่นมาเป็นภรรยาน้อยได้ ภรรยาน้อยมีสิทธิเท่าภรรยาหลวง
VI.กฎหมายเรื่องนิติกรรมสัญญา มีเสรีภาพในการทำสัญญาต่อรองกัน ไม่มีข้อกำหนดว่าต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรที่ทำกันมากคือสัญญาซื้อขาย หากเป็นทรัพย์สินราคาแพงอาจทำสัญญาโดยข้าราชการเรียกว่าสไครวส์หรือสไครเวอเนอร์ เป็นผู้เขียนสัญญาให้ มักมีข้อความว่าเมื่อมีข้อพิพาทให้กษัตริย์เป็นผู้ชี้ขาดโดยคู่สัญญาต้องปฏิบัติตาม หากสัญญาได้ทำเป็นหนังสือคู่สัญญาจะนำสืบพยานบุคคล
3.กฎหมายอาญา เป็นหลักการของกฎหมายดั้งเดิมเรียกว่า”Lex Talionis” หรือที่กล่าวกันว่า”ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เห็นได้จากข้อความที่บัญญัติไว้ ดังนี้
1.ถ้าบุคคลใดทำลายดวงตาของอีกผู้หนึ่ง ดวงตาของบุคคลนั้นจะถูกทำลายเช่นกัน
มีวัตถุประสงค์ในการแก้แค้นหรือตอบแทนผู้ที่กระทำความผิด ไม่มีโทษจำคุก โทษที่ลงแก่ผู้กระทำผิดร้ายแรงที่ผู้กระทำผิดมีเจตนา เช่น ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ ลักทรัพย์ คือประหารชีวิต แต่ความผิดอื่น ๆที่ไม่ร้ายแรงคือโทษปรับ ลูกทำร้ายพ่อโทษคือตัดมือทิ้ง วิธีพิสูจน์ความผิดฐานมีชู้ให้นำภรรยาไปโยนลงในแม่น้ำ ถ้าลอยถือว่าบริสุทธิ์

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สรุปย่อ LAW2032 อิทธิพลของกฎหมายต่างประเทศ

สรุปย่อ LAW2032 อิทธิพลของกฎหมายต่างประเทศ
สรุปย่อ วิชา ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย และระบบกฎหมายหลัก (LAW2032)
เรื่อง อิทธิพลของกฎหมายต่างประเทศ

ประเทศไทยมีกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ใช้บังคับในปัจจุบันจำนวนมาก ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 บรรพ เมื่อพิจารณามาตราต่างๆในแต่ละบรรพ จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการร่างกฎหมายได้อาศัยกฎหมายของประเทศต่างๆทางตะวันตกเป็นส่วนมากในการจัดทำเห็นได้จาก บรรพ 1 หลักทั่วไป และบรรพ 2 ได้ลอกเลียนแบบจากกฎหมายแพ่งของเยอรมันและกฎหมายแพ่งของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในบรรพ 2 เรื่องหนี้ บางมาตราเมื่อเทียบตัวบท เรียกได้ว่าเหมือนกันแทบทุกคำก็ว่าได้
ส่วนในบรรพ 3 ว่าด้วยเอกเทศสัญญา ได้นำกฎหมายหลายประเทศมาพิจารณา เช่น กฎหมายแพ่งของฝรั่งเศสและสวิสนอกเหนือจากกฎหมายแพ่งของเยอรมันและญี่ปุ่น แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว ได้ยึดถือพระราชบัญญัติซื้อขายสินค้า (The Sale of Good Act, 1893) ของประเทศอังกฤษเป็นหลัก ปรากฏในบรรพ 3 ลักษณะ 1 ว่าด้วยซื้อขายที่คล้ายคลึงกับกฎหมายซื้อขายของอังกฤษ สำหรับกฎหมายตั๋วเงิน ลักษณะ 21 ก็ได้ ก็ได้นำเอาบัญญัติส่วนใหญ่ของ (The Bill of Exchange Act, 1882) ของอังกฤษมาเป็นรากฐาน นอกจากนี้อังกฤษยังเป็นต้นแบบในการร่างกฎหมายลักษณะบริษัทจำกัดอีกด้วย
ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย ได้นำเอาหลักกฎหมายอังกฤษ เรื่อง เฮบีอัส คอร์พัส ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการให้หลักประกันทางเสรีภาพแก่ประชาชนอังกฤษมาใช้ บัญญัติไว้ในมาตรา 90 เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้รับความคุ้มครองเสรีภาพส่วนบุคคลอย่างในอังกฤษ

แหล่งที่มาของกฎหมายไทยปัจจุบันมี 3 แหล่ง
1. กฎหมายไทยเดิม ซึ่งมีที่มาจากคัมภีร์พระธรรมศาสตร์กฎหมายไทยสมัยต่างๆ กฎหมายตราสามดวง กฎหมายไทยปัจจุบันที่ยึดถือตามกฎหมายดั้งเดิม เช่น กฎหมายลักษณะครอบครัว และกฎหมายลักษณะมรดก ฯลฯ
2. กฎหมายของประเทศที่ใช้ประมวล เช่น ประมวลแพ่งฝรั่งเศส เยอรมัน สวิส บราซิล และญี่ปุ่น เป็นต้น
3. ระบบกฎหมายอังกฤษ

วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สรุปย่อ LAW2032 ข้อแตกต่างระหว่าง Common และ Civil

สรุปย่อ วิชา ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยและระบบกฎหมายหลัก (LAW2032) เรื่อง ข้อแตกต่างระหว่างระบบกฎหมายคอมมอน ลอว์ และ ซีิวิล ลอว์
1. ที่มาของกฎหมาย
          ระบบกฎหมาย คอมมอน ลอว์ มีที่มาจากจารีตประเพณี คำพิพากษาของศาลก็ถือว่าเป็นที่มาของกฎหมาย เพราะคำพิพากษาของศาลที่ตัดสินคดีต่าง ๆ ถือเป็นบรรทัดฐาน ที่ศาลต้องยึดถือเมื่อมีกรณีอย่างเดียวกันเกิดขึ้น นอกจากนี้ หลักความยุติธรรมก็ถือได้ว่าเป็นที่มาของกฎหมายที่ศาลนำมาใช้ให้เกิดความเสมอภาค และกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่บัญญัติโดยรัฐสภาอังกฤษ
          ระบบกฎหมาย ซีวิล ลอว์ ส่วนมากเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร ในบางกรณีก็มีที่มาจากจารีตประเพณี
2. วิธีพิจารณาคดี
          ระบบกฎหมาย คอมมอน ลอว์ มีลูกขุนทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนผู้พิพากษาจะทำหน้าที่วางหลักกฎหมายและชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมาย เป็นการพิจารณาคดีระบบปรปักษ์
          ระบบกฎหมาย ซีวิล ลอว์ ไม่มีลูกขุน ผู้พิพากษาทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดปัญญาข้อเท็จจริงและปัญหากฎหมายใช้ระบบเสาะหาข้อเท็จจริง หรือระบบไต่สวน และระบบกล่าวหาที่คล้ายครึงกับระบบปรปักษ์
3. การจำแนกประเภทกฎหมาย
          ระบบกฎหมาย คอมมอน ลอว์ ไม่นิยมแบ่งแยกประเภทกฎหมายออกเป็นประเภทต่าง ๆ แต่มีการแบ่งเป็นกฎหมาย คอมมอน ลอว์ และหลักความยุติธรรม ศาลเป็นระบบศาลเดี่ยวคือมีศาลยุติธรรมเพียงศาลเดียว
          ระบบกฎหมาย ซีวิล ลอว์ แยกประเภทกฎหมายออกเป็น กฎหมายเอกชน และกฎหมายมหาชน ดังนั้นข้อพิพาทระหว่างราษฎรกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองจะขึ้นศาลปกครอง คดีทั่วไปขึ้นศาลยุติธรรม เป็นระบบศาลคู่
4. ผลของคำพิพากษา
          ระบบกฎหมาย คอมมอน ลอว์ เมื่อศาลได้พิพากษาและกำหนดแบบอย่างอันเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไป ซึ่งถือได้ว่าเป็นกฎหมายแล้วศาลต่อ ๆ มาต้องผูกพันที่จะพิพากษาไปในแนวทางเดียวกัน
          ระบบกฎหมาย ซีวิล ลอว์ คำนึงถึงตัวบทเป็นสำคัญ เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาไปแล้วคำพิพากษาของศาลไม่ถือเป็นบรรทัดฐาน ศาลต่อมาไม่จำเป็นต้องพิจารณาไปในทางเดียวกัน
5. การศึกษากฎหมาย
          ระบบกฎหมาย คอมมอน ลอว์ ศึกษาจากคำพิพากษาที่ศาลได้ตัดสินไว้เป็นบรรทัดฐาน
          ระบบกฎหมาย ซีวิล ลอว์ ศึกษาจากตัวบทกฎหมาย

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

สรุปย่อ LAW2036 ความหมายของสิทธิมนุษยชน

สรุปย่อ วิชา สิทธิมนุษยชน (LAW2036)
เรื่อง ความหมายของสิทธิมนุษยชน

สิทธิมนุษยชน คือ สิทธิของมนุษย์ หมายถึงสิทธิบางประการที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด จนกระทั่งถึงแก่ความตาย สิทธิดังกล่าวได้แก่ สิทธิในชีวิต เสรีภาพในร่างกาย และความเสมอภาค ซึ่งเป็นสิทธิที่ไม่อาจโอนให้แก่กันได้ และใครจะล่วงละเมิดมิได้ หากมีการล่วงละเมิดก็จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพของความเป็นมนุษย์ได้

สิทธิมนุษยชน หมายถึง สิทธิเรียกร้องต่อรัฐ เพื่อให้รัฐจัดหาหลักประกันขั้นต่ำในการดำรงชีวิตเพื่อนความอยู่ดีของตนและครอบครัว

ปัจจุบัน สิทธิมนุษยชน หมายถึง คือสิทธิทั้งหลายที่เป็นที่ยอมรับกันในประเทศที่มีอารยธรรมว่าเป็นสิทธิพื้นฐานที่จำเป็นในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีของมนุษย์ และในการพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์เป็นสิทธิที่มีการคุ้มครองป้องกันในทางกฎหมายเป็นพิเศษสมกับสิทธิดังกล่าวนี้

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สรุปย่อ LAW2036 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง

สรุปย่อ วิชา สิทธิมนุษยชน (LW446, LA236)LAW2036
เรื่อง สิทธิในชีวิต

            มนุษย์มีสิทธิบางประการที่ติดตัวมาแต่กำเนิดจนกระทั่งถึงแก่ความตาย ได้แก่ สิทธิในชีวิต เสรีภาพในร่างกาย และความเสมอภาค ซึ่งเป็นสิทธิที่ไม่อาจโอนให้แก่กันได้ และใครจะล่วงละเมิดมิได้ สิทธิเหล่านี้ คือ สิทธิตามธรรมชาติ เกิดมีมาเองโดยมนุษย์ไม่ได้ทำขึ้น เป็นสิทธิดั้งเดิม
            ต่อมามีการจัดทำปฏิญญาสากล โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะรักษาไว้ซึ่งสิทธิและศักดิ์ศรีของมนุษย์ มาตรา 3 บัญญัติถึงสิทธิในการดำรงชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงแห่งตัวตน แต่ปฏิญญาไม่ใช่กฎหมาย เพราะไม่มีสภาพบังคับ จึงเป็นเพียงหลักการ เป็นแนวทางในการออกกฎหมาย กฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิในชีวิต อยู่ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีแล้ว เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 มีผลบังคับใช้ 29 มกราคม 2540
            สิทธิในชีวิต มาตรา 6 บัญญัติว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิโดยธรรมชาติในการดำรงชีวิต สิทธินี้ย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่มีบุคคลใดสามารถล่วงชีวิตใครได้ แต่ถ้ารัฐใดมีความจำเป็นที่จะยังคงไว้ซึ่งโทษประหารชีวิตก็สามารถทำได้ การลงโทษประหารชีวิตจะกระทำได้เฉพาะคดีอุกฉกรรจ์ที่สุดเท่านั้น สำหรับผู้ที่ถูกพิจารณาโทษนั้น จะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม ไม่ถูกทรมานหรือลงโทษอย่างทารุณโหดร้ายและเมื่อถูกประหารชีวิตก็ควรจะใช้วิธีการที่ให้เกิดการทรมานต่อกายและจิตใจของผู้ถูกประหารชีวิตให้น้อยที่สุด โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย
            มาตรา 6 (4) ได้กำหนดให้มีการช่วยเหลือคุ้มครองสิทธิในชีวิตไว้อีก โดยให้มีมาตรการช่วยบรรเทาโทษไม่ให้ประหารชีวิต ด้วยการให้สิทธิร้องขออภัยโทษหรือลดหย่อนโทษ การนิรโทษกรรม เพื่อพยายามไม่ให้มีการประหารชีวิต แต่ถ้าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การประหารชีวิตจะต้องไม่กระทำต่อบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และจะลงโทษต่อหญิงมีครรภ์ไม่ได้
            สิทธิในชีวิตตามมาตรา 6 นี้รัฐภาคีจะหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามโดยกล่าวอ้างภาวการณ์ฉุกเฉินอันมีมาเป็นสาธารณะซึ่งคุกคามความอยู่รอดปลอดภัยของชาติไม่ได้ แม้ว่า มาตรา 4 จะกำหนดให้รัฐภาคีสามารถหลีกเลี่ยงพันธกรณีต่าง ๆ ได้แต่ไม่อนุญาตให้เลี่ยงมาตรา 6 นี้โดยเด็ดขาด
            ด้านกระบวนการยุติธรรม มาตรา 9 ห้ามไม่ให้มีการจับกุมหรือคุมขังโดยพลการ หากมีการจับกุมหรือคุมขังก็จะต้องได้รับการชี้แจงในเวลาอันรวดเร็วถึงเหตุผลของการถูกจับกุมหรือแจ้งข้อหา การกักขังจะทำได้ในเวลาอันจำกัดเท่าที่จำเป็นตามกระบวนการทางกฎหมายที่กำหนดไว้ และจะต้องได้รับการพิจารณาต่อหน้าศาลยุติธรรมโดยเร็วที่สุด มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีถูกจับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
            มาตรา 10 สิทธิที่จะได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีและการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม ให้การคุ้มครองบุคคลที่ถูกลิดรอดเสรีภาพ โดยบุคคลที่มีหน้าที่จะต้องคอยดูแลควบคุมตามวิธีการที่กำหนดไว้ การดำเนินการดังกล่าวจะต้องกระทำโดยมีมนุษยธรรมและคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีในบุคคลแต่ละคน รัฐควรแยกผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดจากผู้ต้องโทษโดยมีมาตรการในการปฏิบัติที่แตกต่างกัน และควรแยกผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดที่เป็นเยาวชนจากผู้ใหญ่โดยให้มีการพิจารณาคดีโดยเร็วที่สุด ระบบราชทัณฑ์ จะต้องปฏิบัติต่อนักโทษด้วยความมุ่งหมายที่จะให้กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีและเป็นการฟื้นฟูทางสังคมด้วย
            มาตรา 14 ทุกคนย่อมมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันในการพิจารณาของศาล มีสิทธิได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมและเปิดเผย ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญามีสิทธิได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้กระทำผิด ทุกคนมีสิทธิได้รับหลักประกันขั้นต่ำอย่างเสมอภาค เช่นมีสิทธิได้รับแจ้งข้อหาในภาษาที่เข้าใจหรือมีล่าม ผู้ถูกกล่าวหามีเวลาและความสะดวกเพียงพอเพื่อต่อสู้คดีและติดต่อทนาย ผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับการพิจารณาโดยไม่ชักช้า เป็นต้น
            ผู้ต้องหาเด็กต้องได้รับการประกันและคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ กระบวนการพิจารณาจะต้องคำนึงถึงอายุและเน้นการส่งเสริมให้กลับคืนสู่สังคม ผู้ต้องโทษมีสิทธิได้รับการพิจารณาอุทธรณ์โดยศาลสถิตยุติธรรมในระดับสูงขึ้นไป มีสิทธิเรียกการชดเชยค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่มีการดำเนินกระบวนการทางยุติธรรมที่ผิดพลาด
            มาตรา 15 บุคคลมีสิทธิที่จะไม่ถูกลงโทษย้อนหลัง มาตรานี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามได้ ตามมาตรา 4
            นอกจากนี้องค์กรสหประชาชาติยังได้ผลักดัน “พิธีสารเลือกรับฉบับที่สองแห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิต” ถูกบัญญัติเพิ่มขึ้นเพื่อทำให้กติการะหว่างประเทศ ว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีก พิธีสารเลือกรับฉบับที่สองฯ นี้มีเจตจำนงที่จะยกเลิกโทษประหารชีวิตเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการในมาตรา 6 แห่งกติกาฯ คือสิทธิในชีวิต และเป็นไปตามหลักการของมาตรา 3 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งได้ประกาศถึงสิทธิในชีวิตเอาไว้

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สรุปย่อ LAW2036 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง

สรุปย่อ วิชา สิทธิมนุษยชน (LW446, LA236) LAW2036
เรื่อง พันธกรณี

ตามมาตรา 2 บัญญัติว่าให้รัฐภาคีรับที่จะดำเนินการอย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อที่จะให้บุคคลในอาณาเขตของตนได้รับสิทธิต่าง ๆ ที่ได้รับรองไว้ในกติกาฯนี้ โดยจะต้องไม่เลือกปฏิบัติ ปราศจากการแบ่งแยกใด ๆ เกี่ยวกับ เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือความคิดเห็นอื่นใด เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่น นอกจากนี้ยังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ที่จะประกันถึงสิทธิที่เท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิงในสิทธิทั้งปวง ทั้งทางแพ่งและทางการเมือง ตามกติกานี้อีกด้วย
ถ้ามีบุคคลใดถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามที่ให้การรับรองแล้ว ก็สามารถร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามกระบวนการยุติธรรมที่กำหนดไว้ภายในรัฐนั้น ๆ ได้ โดยต้องมีการปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
ความผูกพันของรัฐตามมาตรา 2 ที่กำหนดให้รัฐภาคีแห่งกติกาฉบับนี้แต่ละรัฐรับที่จะเคารพและให้ความมั่นใจในสิทธิต่าง ๆ ที่ยอดรับแล้วในกติกา ในทางปฏิบัติ รัฐภาคีต่างก็จะบัญญัติกฎหมายหรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมายภายในประเทศตนให้สอดคล้องกับกติกาที่กำหนดไว้ ไม่ให้ขัดแย้งกับกติกาฯ และหน่วยงานด้านบริหาร และตุลาการ ทั้งหมด ต้องตระหนักถึงพันธกรณีของรัฐภาคีตามกติกาในอันที่จะให้เกิดผลตามนี้
แม้ว่ารัฐภาคีผูกพันที่จะต้องให้การคุ้มครองและเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพตามที่กำหนดไว้ในกติกาฯ แต่ก็มีข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องปฏิบัติตามได้ คือมาตรา 4 กำหนดว่า ในภาวการณ์ฉุกเฉินอันมีมาเป็นสาธารณะ ซึ่งคุกคามความอยู่รอดปลอดภัยของชาติรัฐภาคี สามารถดำเนินมาตรการหลีกเลี่ยงพันธะที่มีอยู่ตามกติกาฯฉบับนี้ได้เพียงเท่าที่จำเป็นอย่างแท้จริงต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่การหลีกเลี่ยงพันธกรณีที่มีอยู่ตามกติกาฯนี้จะต้องไม่ขัดแย้งต่อพันธกรณีอื่น ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐภาคีนั้นผูกพัน และจะต้องไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ
มาตรา 4 (2) ไม่ยินยอมให้รัฐภาคีหลีกเลี่ยงในการกระทำละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพที่สำคัญบางประการ คือ มาตรา 6 สิทธิในชีวิต มาตรา 7 สิทธิที่จะไม่ถูกทรมาน มาตรา 8 สิทธิที่จะไม่เป็นทาส มาตรา 11 สิทธิที่จะไม่ถูกจำคุกเพราะไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาได้ มาตรา 15 สิทธิที่จะไม่ถูกลงโทษย้อนหลัง มาตรา 16 สิทธิที่ถือว่าเป็นบุคคล มาตรา 18 สิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรมและศาสนา
ถ้ารัฐภาคีใดใช้สิทธิหลีกเลี่ยงตามาตรา 4 แล้ว ก็มีพันธกรณีที่จะต้องแจ้งแก่รัฐภาคีอื่น ๆ แห่งกติกาฉบับนี้ โดยทันที โดยอาศัยเลขาธิการสหประชาชาติเป็นสื่อกลาง ทั้งนี้เพื่อให้ทราบถึงบทบัญญัติที่ตนได้หลีกเลี่ยงและเหตุผลอันก่อให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ตลอดจนวันที่รัฐนั้นยุติการหลีกเลี่ยงดังกล่าว

สรุปย่อ LAW2036 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (LAW2036)

สรุปย่อ วิชา สิทธิมนุษยชน (LW446, LA236)  (LAW2036)
เรื่อง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

รัฐต่าง ๆ ผูกพันตามกฎบัตรสหประชาชาติที่จะสนับสนุนและส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชนประชาชนมีสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง มีสิทธิในการดำรงชีวิตตามปกติของตนและสามารถดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติและเสรีภาพของตนได้อย่างเสรี การยอมรับศักดิ์ศรีประจำตัวและสิทธิซึ่งเสมอกันและไม่อาจโอนแก่กันได้ สิทธิเหล่านี้มาจากศักดิ์ศรีประจำตัวของบุคคล ปัจเจกบุคคล มีหน้าที่ต่อปัจเจกชนอื่นและต่อประชาชน มีความรับผิดชอบที่จะต่อสู้เพื่อส่งเสริมและการปฏิบัติตามสิทธิที่รับรองไว้ในกติกาฯ
ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี โดยการภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ.2542 และมีผลบังคับใช้เมื่อ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2542
ตามมาตรา 2 กำหนดไว้ในกติกาฉบับนี้ใช้ได้โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติชนิดใด ๆ ที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมือง หรือทางอื่น ชาติหรือสังคมอันเป็นที่มาดั้งเดิม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่น นอกจากนี้ยังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ที่จะประกันถึงสิทธิที่เท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิงในสิทธิทั้งปวงดังที่ได้ระบุไว้ในกติกานี้
ความผูกพันตามพันธกรณี หมายความว่า การผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดไว้อย่างจริงจังต่อเนื่อง เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายที่เป็นหลักการของกฎหมายนั้น ด้วยวิธีเหมาะสมกับทรัพยากรของชาติให้เป็นประโยชน์สูงสุด และควบคู่กันไปกับการพัฒนาประเทศ และถ้าจำเป็นต้องร่วมมือ และรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศด้วยได้ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและด้านเทคนิค และที่สำคัญต้องมีมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสม
มีข้อยกเว้น ให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนาที่จะกำหนดสิทธิที่ระบุไว้ในกติกาฯ ให้แตกต่างไปได้สำหรับคนชาติอื่น ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชนตามสมควร เพื่อไม่ให้ประเทศที่เจริญกว่าเอาเปรียบแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ยังมีอีกกรณีหนึ่งที่รัฐภาคีอาจควบคุมและจำกัดสิทธิที่กำหนดไว้ในกติกาฯได้ ถ้าเป็นการสอดคล้องกับลักษณะของสิทธิและเพื่อเป็นการส่งเสริมสวัสดิการของสังคม
สิทธิที่ได้รับการคุ้มครองในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมมีทั้งหมด 9 ประการดังต่อไปนี้
1.สิทธิที่จะทำงาน มาตรา 6 กำหนดให้ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกทำงานได้โดยอิสรเสรี
2.สิทธิที่จะมีสภาวะการทำงานที่ยุติธรรมและเหมาะสม มาตรา 7 ให้การคุ้มครองสิทธิต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการทำงาน
-          การได้ค่าจ้างที่เท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง
-          มีสภาวะการทำงานที่ปลอดภัยและถูกพลานามัย เป็นต้น
            3.สิทธิที่จะก่อตั้งสหภาพแรงงานและเข้าร่วมสหภาพแรงงาน ตามมาตรา 8 รับประกันสิทธิที่จะก่อตั้งสหภาพแรงงานและเข้าร่วมสหภาพแรงงานได้เพื่อเป็นการส่งเสริมและคุ้มครองผลประโยชน์ของตนทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
            4.สิทธิที่จะได้รับการประกันสังคม ตามมาตรา 9 รวมทั้งการที่จะได้รับความช่วยเหลือทางสวัสดิการสังคมอีกด้วย
            5.สิทธิครอบครัว มาตรา 10 เป็นสิทธิที่เน้นไปทางด้านผลกระทบทางสังคมเศรษฐกิจ เนื่องจากครอบครัวเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม รัฐควรให้ความคุ้มครองตั้งแต่ชายหญิงรักกัน อยู่กินกัน เมื่อหญิงตั้งครรภ์ก็ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ สิทธิได้รับวันลาและเงินเดือน เด็กควรได้รับการคุ้มครองและช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ คุ้มครองจากการถูกแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
            6.สิทธิที่จะมีมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ มาตรา 11 รับรองสิทธิของทุกคนที่จะปลอดจากความหิวโหย และมีมาตรฐานการครองชีพที่พอเพียง รวมทั้งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย
            7.สิทธิที่จะมีมาตรฐานแห่งสุขภาพที่ดี มาตรา 12 รับรองสิทธิของทุกคนที่จะมีมาตรฐานแห่งสุขภาพทั้งทางกายและทางใจที่ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ในการนี้รวมถึงการลดอัตราการตายของทารกก่อนคลอดและของเด็กแรกเกิด ป้องกันบำบัดและควบคุมโรคระบาด โรคประจำถิ่น และอื่น ๆ อีกด้วย
            8.สิทธิในการศึกษา มาตรา 13 ทุกคนมีสิทธิในการศึกษา รัฐต้องจัดการศึกษาขั้นประถมให้เป็นการศึกษาภาคบังคับและเป็นแบบให้เปล่า ตามาตรา 14 ถ้ารัฐใดไม่สามารถจัดให้มีการศึกษาขั้นต่ำนี้ ในเมืองสำคัญ ๆ ได้ รัฐภาคีนั้นต้องหาทางจัดทำแผนเตรียมการให้มีการศึกษาประถมภาคบังคับแบบให้เปล่า
            9.สิทธิที่จะมีชีวิตทางด้านวัฒนธรรม มาตรา 15 รับรองสิทธิของทุกคนที่จะใช้ชีวิตทางด้านวัฒนธรรม และได้รับประโยชน์จากการคุ้มครอง ประโยชน์ทางด้านศีลธรรมและทางวัตถุที่เกิดจากการผลิตทางวิทยาศาสตร์ วรรณกรรม และศิลปะซึ่งตนเป็นเจ้าของ

วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สรุปย่อ LAW2036 การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

สรุปย่อ วิชา สิทธิมนุษยชน (LW446, LA236) LAW2036
เรื่อง การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

1.มหากฎบัตรแมกนาคาร์ตา ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13
            พระเจ้าจอห์น (John) กษัตริย์อังกฤษ ใช้อำนาจปกครองอย่างไม่เป็นธรรม ประชาชนได้รับความเดือดร้อนพวกขุนนางและนักบวชได้ลุกขึ้นต่อต้าน และบังคับให้พระเจ้าจอห์น ลงพระนามประกาศใช้กฎหมายฉบับหนึ่งคือ “The Great Charter” หรือ “มหากฎบัตรแมกนาคาร์ตา” (Magna Carta) เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ.1215 ซึ่งนับว่าเป็นเอกสารชิ้นแรกทางประวัติศาสตร์ ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน มีบทบัญญัติทั้งสิ้น 63 ข้อ มีสาระสำคัญคือ
-          พระมหากษัตริย์จะเก็บภาษีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากที่ประชุมของพวกนักบวชและพวกขุนนางไม่ได้
-          การงดเว้นใช้หรือไม่ใช้กฎหมายบังคับแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจะกระทำไม่ได้ (เข้ากับหลักความเสมอภาคทางกฎหมาย)
-          ได้บัญญัติรับรองสิทธิของประชาชนในการเคลื่อนย้ายภายในประเทศ และการเดินทางออกนอกประเทศโดยเสรี
นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอีก คือ “The Act of Habeas Corpus” เป็นกฎหมายฉบับที่ 2 บัญญัติขึ้นในปี ค.ศ. 1679 มีสาระสำคัญพอสรุปได้ดังนี้
-          ถ้าบุคคลใดถูกจับกุมโดยเห็นว่าเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกจับกุมหรือผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องขอโดยแสดงหลักฐานต่อศาลให้ทำการไต่สวน พิจารณาว่าการคุมขังดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ได้ (เทียบได้กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตารา 90)
-          เมื่อศาลได้รับคำร้อง จะออกหมายเรียกที่มีชื่อว่า “Habeas Corpus ad Subjicidum” เพื่อเรียกผู้ที่จับกุมกักขังและผู้ที่ถูกจับกุมมาศาล เพื่อชี้แจงแสดงเหตุผลว่าการจับกุมนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ต่อมาได้มีการประกาศใช้กฎหมาย “The English Bill of Rights” เป็นฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1689 กฎหมายฉบับนี้นับได้ว่าให้กำเนิดวิธีการพิจารณาคดีโดยลูกขุน มีสาระสำคัญดังนี้
1.ในการพิจารณาพิพากษาคดีจะดำเนินคดีโดยไม่ชักช้า
2.ห้ามเรียกหลักประกันในการประกันตัวมากเกินไป
3.ห้ามลงโทษด้วยวิธีการอันโหดร้ายทารุณ
4.รับรองสิทธิของประชาชนที่จะได้รับการพิจารณาคดีโดยลูกขุน

2.การประกาศอิสรภาพของอเมริกา
            แต่เดิมคนอังกฤษกับคนฝรั่งเศสเกิดข้อขัดแย้งกันในการทำการค้าขนสัตว์ จนเกิดเป็นสงคราม เรียกว่า “French and Indian War” อังกฤษต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำสงครามเป็นจำนวนมาก อีกทั้งต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษาความสงบอีก รัฐบาลอังกฤษต้องการให้ชาวอาณานิคมร่วมออกค่าใช้จ่ายเป็นส่วนใหญ่ โดยออกกฎหมายเก็บภาษีเครื่องแก้ว กระดาษ ตะกั่ว และใบชา ทำให้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงการต่อสู้ขยายตัวรุนแรงมากขึ้นจนทั้ง 13 มลรัฐอาณานิคมตัดสินใจแยกตัวออกจากประเทศอังกฤษ โดยได้มอบให้ Thomas Jefferson (คนผิวขาวที่ไปอยู่อเมริกา แต่เดิมอเมริกามีอินเดียนแดงอยู่) ประกาศอิสรภาพ ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1776 ซึ่งถือเป็นวันชาติของอเมริกา ในคำประกาศอิสรภาพได้ยืนยันถึงสิทธิและเสรีภาพของมนุษย์ไว้อย่างชัดเจน
            ในคำประกาศอิสรภาพได้มีการกล่าวอ้างถึงทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ และแนวคิดแบบเสรีนิยม ของ John Locke และกล่าวว่ารัฐบาลต้องมาจากความยินยอมของผู้อยู่ใต้ปกครอง และมีอยู่เพื่อคุ้มครองเสรีภาพของมนุษย์ในสังคมเท่านั้น
            ต่อมาได้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาขึ้น และได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 17 กันยายน 1787 จนถึงปัจจุบันมีการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญที่สำเร็จอยู่ 26 หัวข้อ สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับสิทธิของปัจเจกบุคคล มีการออกกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม 10 ฉบับแรก ซึ่งถือว่าเป็นคำประกาศว่าด้วยสิทธิของสหพันธรัฐอเมริกา ซึ่งพอสรุปข้อความที่สำคัญได้คือ
1.การอนุญาตให้ประชาชนมีและถืออาวุธได้
2.การตรวจค้นบุคคล เคหสถาน ทรัพย์สิน หรือเอกสารจะต้องมีหมายค้น
3.จำกัดขอบเขตการใช้สิทธิมิให้ล่วงละเมิดต่อสิทธิของผู้อื่น
4.เลิกการมีทาสและการบังคับใช้โดยไม่สมัครใจ ยกเว้นเป็นการลงโทษตามกฎหมาย เป็นต้น

3.การปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส 1789
            ในศตวรรษที่ 18 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ได้ทรงทำพินัยกรรมยกราชบัลลังก์ให้แก่พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ซึ่งใน ค.ศ.1715 ทรงมีพระชนม์เพียง 5 พรรษา ในช่วงแรกจึงต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ
            พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แม้จะทรงมีสติปัญญาที่เฉียบแหลม แต่ก็ไม่ทรงสนพระทัยที่จะบริหารราชการแผ่นดิน ขาดความเป็นผู้นำ และความมั่นพระทัยในตัวพระองค์เอง ทรงใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยจนรัฐมีหนี้สินมาก ก่อให้เกิดความอยุติธรรมในด้านการเก็บภาษี ขณะเดียวกันได้นำประเทศเข้าไปพัวพันในสงครามคั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเป็นอันมาก ในที่สุดพระองค์เสด็จสวรรคตใน ค.ศ.1774 โดยทิ้งหนี้สินจำนวนมหาศาลไว้พร้อมกับท้องพระคลังที่ว่างเปล่า
            พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงสนพระทัยแต่เรื่องการล่าสัตว์ และทรงปล่องพระองค์ให้อยู่ภายใต้อิทธิพลของพระมเหสี คือพระนางมารี-อองตัวแน็ต ฝรั่งเศสต้องเผชิญกับปัญญาทางการคลังอีกครั้งเมื่อฝรั่งเศสได้เข้าไปพัวพันในสงครามการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของอเมริกา
            มองเตสกิเออ นักปรัชญาทางกฎหมายได้เขียนหนังสือชื่อ L’Esprit des Lois หมายถึง เจตนารมณ์แห่งกฎหมาย เขาเห็นว่าควรมีสถาบันอื่น ๆ มาจำกัดการใช้อำนาจของกษัตริย์ และการใช้เสรีภาพของประชาชนไม่ให้เกิดขอบเขตอันควร ควรมีการแบ่งอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย คืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ (คืออำนาจอธิปไตย อำนาจเป็นของประชาชน)
            ระบบการปกครองของฝรั่งเศสเป็นแบบเก่า การปกครองมีความสลับซับซ้อนและยุ่งเหยิงมาก ก่อให้เกิดปัญญาการบริหารบ้านเมือง ปัญหาในกระบวนการยุติธรรม ปัญหาในเรื่องการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนทำให้ประชาชนชาวฝรั่งเศสลุกขึ้นก่อการปฏิวัติใหญ่ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ.1789 ซึ่งถือเป็นวันชาติของฝรั่งเศส โดยเข้าทำลายคุก Bastille ซึ่งกักขังนักโทษการเมือง และได้มีการจับกุมกษัตริย์ ราชินี ขุนนาง มาประหารชีวิตเป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อ วันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ.1789 สมัชชาแห่งชาติได้ประกาศใช้ “ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง”

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

สรุปย่อ LAW2036 ที่มาของสิทธิมนุษยชน

สรุปย่อ วิชา สิทธิมนุษยชน (LW446, LA236, LAW2036)
เรื่อง ที่มาของสิทธิมนุษยชน

มาจากแนวคิดในเรื่องกฎหมายธรรมชาติ หมายถึง กฎหมายซึ่งบุคคลอ้างว่ามีอยู่ตามธรรมชาติ คือ เกิดมีมาเองโดยมนุษย์ไม่ได้ทำขึ้น เป็นกฎหมายที่อยู่เหนือรัฐและใช้ได้โดยไม่จำกัดกาลเทศ
แต่เดิมมนุษย์มีชีวิตอยู่ตามสภาวะธรรมชาติไม่มีกฎระเบียบทางสังคมและการเมือง ต่อมาเมื่อมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ได้ตกลงกันว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และจะเคารพซึ่งกันและกัน มีข้อตกลงว่าจะเคารพเชื่อฟังผู้ปกครองที่ทุกคนยอมรับ นี่เป็นลักษณะของทฤษฎีสัญญาประชาคม และลักษณะที่สำคัญถือว่าประชาชนคือที่มาของอำนาจทางการเมืองและเห็นว่ารัฐคือสิ่งสมมุติทางกฎหมาย

ฮูโก  โกรเชียส ได้ให้คำนิยามของกฎหมายธรรมชาติว่า หมายถึง “บัญชาของเหตุผลอันถูกต้องที่ชี้ว่าการกระทำอันหนึ่งมีความต่ำทรามในทางศีลธรรมหรือมีความจำเป็นในทางศีลธรรม โดยดูจากคุณภาพของการกระทำว่าเป็นไปตามธรรมชาติ หรือชัดแย้งกับธรรมชาติที่มีเหตุผลของมนุษย์”
ตามแนวคิดนี้ กฎหมายธรรมชาติมีที่มาจากธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ต้องอาศัยอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า จึงมีลักษณะเหมือนธรรมชาติของมนุษย์ คือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และเป็นกฎหมายที่สากลใช้บังคับกับทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษา และทุกยุคทุกสมัย
ฮูโก โกรเชียส อธิบายวิธีค้นหาเหตุผลที่สอดคล้องกับกฎหมายธรรมชาติ
1.ข้อกำหนด กฎเกณฑ์ใดมีสภาพที่มีเหตุผลและสอดคล้องกับธรรมชาติ เป็นกฎหมายธรรมชาติ เช่น พรบ.เวนคืน ก็เป็นกฎหมายธรรมชาติ
2.ดูข้อกำหนด กฎเกณฑ์ ว่ามีลักษณะเป็นสากลของธรรมชาติไหม เช่น ชายหญิงสมรสกัน

โธมัส ฮอบส์ นักปราชญ์ชาวอังกฤษ เห็นว่า ภายใต้สภาวะที่ไม่มีสังคม มนุษย์มีแต่ความหวาดระแวงไม่มีความปลอดภัย มีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ มุ่งแสวงหาประโยชน์ใส่ตนโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น มนุษย์จึงต้องการหลีกหนีสภาวะตามธรรมชาตินี้โดยมาอยู่รวมกัน มีข้อตกลงในการอยู่รวมกันอย่างสันติ นั่นคือ สัญญาประชาคม แต่ก็ยังไม่มีหลักประกันเพียงพอ จึงจำเป็นต้องมอบสิทธิตามธรรมชาติของตนให้แก่บุคคลหนึ่งหรือกลุ่มบุคคลเพื่อทำหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ทุกคน
สัญญาประชาคมประกอบด้วย สัญญา 2 สัญญา
1.สัญญาที่มนุษย์หลีกหนีสภาวะตามธรรมชาติมาอยู่ร่วมกันเป็นรัฐ
2.สัญญาที่ทำไว้กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลให้มีอำนาจในการปกครอง มีอำนาจในการออกฎหมาย
**แนวคิดนี้การที่มีสัญญาประชาคมจะทำให้มนุษย์เสียสิทธิตามธรรมชาติ ถ้ารัฐใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงราษฎร ราษฎรก็อาจโค่นล้มได้

จอห์น ล็อก นักปราชญ์ชาวอังกฤษ เชื่อว่ามนุษย์สละละทิ้งสภาวะตามธรรมชาติด้วยเหตุผลสองประการ
1.สภาวะตามธรรมชาติ ขาดองค์กรที่กระทำหน้าที่ลงโทษผู้ละเมิดสิทธิตามธรรมชาติของผู้อื่น
2.ขาดองค์กรที่กระทำหน้าที่คุ้มครองป้องกันมิให้สิทธิในร่างกายและทรัพย์สินถูกล่วงละเมิด
เมื่อมนุษย์ร่วมกันทำสัญญาประชาคม ก็เพื่อมีหลักประกันความมั่นคงแห่งสิทธิตามธรรมชาติ ดังนั้นแม้ว่าประชาคมจะมีอำนาจจำกัดสิทธิเสรีภาพของสมาชิกประชาคมให้น้อยลงได้ แต่ย่อมไม่อาจทำลายล้างสิทธิเสรีภาพทั้งปวงของสมาชิกซึ่งเคยมีอยู่ในสภาวะตามธรรมชาติได้
**แนวคิดนี้การที่มีสัญญาประชาคมจะทำให้มนุษย์เสียสิทธิตามธรรมชาติบางส่วน ถ้าสิทธิตามธรรมชาติใดทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันโดยปกติสุขไม่ได้สิทธินั้นต้องเสีย

จัง จาคส์ รุสโซ เห็นว่า เสรีภาพและความเสมอภาคเป็นแก่นแท้ของความสุขของมนุษย์ เมื่อมนุษย์รวมตัวกันจึงต้องคิดค้นหารูปแบบการวมตัวเป็นสังคมที่สามารถให้หลักประกันอย่างเพียงพอแก่เสรีภาพและความเสมอภาค
ทฤษฎีสัญญาประชาคมเป็นที่มาของ “อำนาจอธิปไตยของปวงชน” เกิดจากเจตจำนงร่วมกันของประชาชนตามความเห็นของรุสโซ สัญญาประชาคมก่อให้เกิดผลหลายประการ ประการแรก ร่างกายชีวิต และทรัพย์สิน ได้รับการคุ้มครองจากสังคมร่วมกัน ประการที่สอง เจตนารมณ์ร่วมกันของสังคมนี้ เป็นเจตนารมณ์ของสังคม ไม่ใช่ของบุคคล หรือกลุ่มคน
**แนวคิดนี้สัญญาประชาคม ทำให้มนุษย์ได้สังคมที่มีระเบียบทางการเมือง สังคมที่มีระเบียบทางการเมืองเป็นผลิตผลของวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์ได้กลับมามีสิทธิเสรีภาพในสภาวะตามธรรมชาติที่เคยมีอยู่ดั้งเดิม แนวคิดนี้ไม่ทำให้มนุษย์เสียสิทธิตามธรรมชาติ

ดังนั้นที่มาของสิทธิมนุษยชน มาจากกฎหมายธรรมชาติ กฎหมายธรรมชาติ คือ กฎหมายที่เกิดขึ้นเอง โดยมนุษย์ไม่ได้สร้างขึ้น เป็นกฎหมายที่อยู่เหนือรัฐ และใช้บังคับได้โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา

แนวคิดเหล่านี้มีทัศนคติที่คล้ายคลึงกันว่า ผู้ปกครองที่ชองจะต้องได้รับอำนาจการปกครองจากผู้ที่อยู่ใต้ปกครอง ประชาชนในฐานะปัจเจกบุคคลมีสิทธิหรือเรียกร้องสิทธิอันเป็นสิทธิตามธรรมชาติของตนซึ่งไม่มีผู้ใดจะขัดขวางหรือพรากเอาไปได้ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในทางสังคมที่ดีขึ้น เช่น กระบวนการพิจารณาคดีที่มีการไต่สวนที่โหดร้ายทารุณ เรื่องทาส เรื่องการควบคุมกุมขังผู้กระทำความผิด เรื่องนักโทษถูกปฏิบัติในสภาพที่เลวร้าย เป็นต้น ส่งผลให้มีการต่อต้านลัทธิอำนาจนิยม และเป็นพื้นฐานของการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สรุปย่อ LAW2032 กำเนิดกฎหมาย 12 โต๊ะ

สรุปย่อ วิชา ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย และระบบกฎหมายหลัก (LAW2032)
เรื่อง กำเนิดกฎหมาย 12 โต๊ะ

การแบ่งชนชั้นออกเป็น 2 พวก ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำไม่เสมอภาคทางสังคมและการเมืองพวกชนชั้นสูงหรือพาทริเชียนมีสิทธิเหนือกว่าชนชั้นกลาง หรือเพลเบียน เช่น เพลเบียนไม่มีสิทธิแต่งงาน การแต่งงานที่ชอบด้วยกฎหมายของชนชั้นสูงบุตรที่เกิดจากคู่สมรสอยู่ในอำนาจปกครองของครอบครัวที่บิดาสังกัดอยู่ การแต่งงานระหว่างเพลเบียนและพาทริเชียนเป็นของต้องห้าม
สิทธิทางการเมืองในการดำรงตำแหน่ง เช่นประมุขในการบริหาร หรือที่เรียกว่า กงสุล จำกัดเฉพาะพวกพาทริเชียน ส่วนตำแหน่งต่าง ๆ รองลงไปก็จำกัดเฉพาะพวกชนชั้นสูงเท่านั้น พวกเพลเบียนไม่มีสิทธิ
การออกกฎหมายใช้บังคับ หรือชี้ขาดตัดสินคดี เป็นอำนาจของพวกพาทริเชียนทั้งสิ้น เช่น เพลเบียนเป็นลูกหนี้พาทริเชียน แล้วไม่ยอมชำระหนี้ การบังคับชำระหนี้อาจนำไปสู่ความเป็นทาส หรือความตายของลูกหนี้และครอบครัว เพราะผู้พิพากษาเป็นพวกเดียวกับพาทริเชียน ความยุติธรรมจึงยากที่จะเกิดทำให้พวกเพลเบียนไม่พอใจเพราะไม่มีทางทราบได้เลยว่ากฎหมายที่ใช้อยู่มีว่าอย่างไร จึงเรียกร้องให้นำกฎหมายเหล่านั้นมาเขียนให้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร
ปี 452 ก่อนคริสต์ศักราช ทางการส่งผู้แทน 3 คน ไปกรีก เพื่อศึกษากฎหมายของ Solon ซึ่งเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่มีชื่อเสียงมากในขณะนั้น เพื่อเอามาเป็นแบบอย่างในการจัดทำกฎหมายโรมัน
เมื่อผู้แทนกลับถึงกรุงโรม ได้แต่งตั้งบุคคลคณะหนึ่งจำนวน 10 คน เป็นพวกพาทริเชียน จัดทำกฎหมายขึ้น โดยจารึกไว้บนโต๊ะบรอนซ์จำนวน 10 โต๊ะ ในปี 451 ก่อนคริสต์ศักราช และได้รับการรับรองโดยสภาผู้อาวุโสและสภากองร้อยในระยะต่อมา
ปี 450 ก่อนคริสต์ศักราช ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอีก 3 คน จากพวกเพลเบียน ให้จัดทำกฎหมายเพิ่มเติมอีก 2 โต๊ะ เมื่อรวมกับที่ทำไว้แล้วจึงมีจำนวนทั้งสิ้น 12 โต๊ะ รู้จักกันอย่างแพร่หลายในนามกฎหมาย 12 โต๊ะ กฎหมายนี้เป็นการรวบรวมเอาจารีตประเพณีที่ใช้เป็นกฎหมายในขณะนั้น มาบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วตั้งไว้ในที่สาธารณะใจกลางเมือง ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของวิชานิติศาสตร์ ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่ว่ากฎหมายควรเป็นสิ่งที่เปิดเผยให้คนทั่วไปได้รู้ได้เห็นและศึกษาหาเหตุผลได้
เป็นที่น่าเสียดายว่ากฎหมาย 12 โต๊ะถูกทำลายในปี 390 ก่อนคริสต์ศักราช เนื่องจากโรมถูกชาวโกลรุกราน และถูกเผ่าทำให้กฎหมาย 12 โต๊ะถูกทำลายไปด้วย และไม่เป็นที่เชื่อได้อย่างแน่นอนว่ากฎหมาย 12 โต๊ะที่ศึกษาอยู่ในภายหลังจะถูกต้องหรือไม่

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สรุปย่อ LAW2032 ประมวลกฎหมายจัสติเนียน

สรุปย่อ วิชา ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย และระบบกฎหมายหลัก (LAW2032)
เรื่อง ประมวลกฎหมายจัสติเนียน

กฎหมาย Civil Law หรือ ประมวลกฎหมายจัสติเนียน เกิดจากปัญหาความไม่แน่นอนในการตัดสินคดี เนื่องจากจักรพรรดิหลายพระองค์กำหนดให้อ้างอิงความเห็นของนักกฎหมาย 5 นาย จึงจะเป็นความเห็นที่เชื่อถือได้ ถ้าความเห็นของนักกฎหมายเป็นไปในทางเดียวกันทั้ง 5 นาย ผู้พิพากษาจะตัดสินตามนั้น แต่ถ้าไม่ตรงกันผู้พิพากษาจะพิจารณาตามความเห็นของใครก็ได้
ค.ศ.528 ภายหลังจักรพรรดิจัสติเนียนเป็นจักรพรรดิได้ 1 ปี ทรงแต่งตั้งกรรมการคณะหนึ่งมี 10 คน มีไทโบเนียน ซึ่งเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นเป็นประฐานมีหน้าที่รวบรวมและจัดทำกฎหมายขึ้นใหม่
ในปี ค.ศ.530 จัสติเนียนได้ให้ไทโบเนียน จัดทำกฎหมายขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่งให้มีลักษณะกว้างขวางสามารถบังคับได้ทั่วไป ไทโบเนียนได้เลือกบุคคลอื่น ๆ มาร่วมงานด้วย 16 คน ล้วนแต่เป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงทั้งสิ้น และ 4 คนในจำนวนนี้เป็นศาสตราจารย์ทางกฎหมาย ใช้เวลา 3 ปี ได้จัดทำกฎหมายขึ้น 2,000 บรรพ ขนาด 3,000,000 บรรทัด แต่ในที่สุดถูกตัดทอนลงเหลือ 150,000 บรรทัด

ประมวลกฎหมายจัสติเนียน ประกอบด้วยบทบัญญัติ 3 ภาค ดังนี้คือ
1.คำอธิบายกฎหมายเบื้องต้น เป็นบทบัญญัติเพื่อแนะนำให้ผู้ศึกษากฎหมายเข้าใจกฎหมายและเนื้อหาสาระ จึงได้ให้คณะกรรมการจัดทำคำอธิบายกฎหมาย ซึ่งจะกล่าวถึงสาระสำคัญของกฎหมายทั้งหมดให้เป็นระบบเพื่อสะดวกแก่การศึกษา คำอธิบายกฎหมายเบื้องต้นนี้มีอยู่ด้วยกัน 4 เล่ม ส่วนใหญ่เป็นคำอธิบายของไกอัสเป็นแนวทาง เช่น
“ความยุติธรรมคือเจตจำนงอันแน่วแน่ตลอดกาลที่จะให้แก่ทุกคนตามส่วนที่เขาควรจะได้”
“วิชานิติศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยความถูกต้องและความไม่ถูกต้อง เป็นวิชาที่ว่าด้วยความเป็นธรรมและความอยุติธรรม”
“หลักกฎหมายก็คือ ดำรงชีวิตด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ทำร้ายผู้อื่น และให้แก่ทุกคนตามส่วนที่เขาควรได้”
2.วรรณกรรมกฎหมาย เป็นการรวบรวมข้อคิดและความคิดเห็นของนักกฎหมายตั้งแต่ 100 ปี ก่อนคริสต์ศักราชเรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 4 สรุป วรรณกรรมกฎหมายก็คือความเห็นของนักกฎหมายเอามารวมเล่มไว้โดยรวบรวมจากหนังสือประมาณ 2,000 เล่ม แล้วย่อลงมาเหลือ 50 เล่ม มีประมาณ 150,000 บรรทัด เช่น
วรรณกรรมกฎหมาย หรือ บทคัดย่อของจัสติเนียน กล่าวว่า “ย่อมไม่มีการขายถ้าไม่มีราคา” มาจากความเห็นของนักกฎหมาย ชื่อ Ulpianus ซึ่งเห็นว่าราคาเป็นองค์ประกอบสำคัญของสัญญาซื้อขายโรมัน
3.ประมวลพระราชบัญญัติ รวบรวมตัวบทกฎหมายที่ออกโดยพระจักรพรรดิ ทั้งก่อนและหลังสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินโดยเรียบเรียงเป็นบรรพ เป็นเรื่อง รวบรวมเสร็จภายในปีเศษและประกาศใช้ ค.ศ.529 หลังประกาศใช้ไปแล้วประมาณ 5 ปี ก็มีความจำเป็นจะต้องแก้ไขปรับปรุงใหม่ เพราะว่าล้าสมัยประมวลกฎหมาย ฉบับที่ 2 มีชื่อว่า Justinian’s Code of the resumed readiong ฉบับนี้ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน
ฉะนั้นในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียน จะมีประมวลอยู่ 2 ฉบับ
1.Justinian’s Code หรือ Corpus Juris Civilis ซึ่งยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์
2.Justinian’s Code of the resumed reading
นอกจาก 3 ภาคที่กล่าวแล้วในประมวลกฎหมาย Civil Law ยังมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเมื่อประกาศใช้ประมวลกฎหมายซีวิล ลอว์ไปแล้ว จัสติเนียนก็ไม่ได้ทรงนิ่งนอนพระทัย ทรงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้ทันสมัยอยู่เสมอ ในระยะหลังก็ออกมาเป็นพระราชบัญญัติและตั้งพระทัยว่าจะรวบรวมกฎหมายให้เป็นประมวลในโอกาสต่อไปแต่ก็สิ้นพระชนม์เสียก่อน

สรุปย่อ LAW2032 ข้อแตกต่างระหว่างระบบสังคมนิยมกับซีวิล

สรุปย่อ วิชา ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย และระบบกฎหมายหลัก (LAW2032)
เรื่อง ข้อแตกต่างระหว่างระบบกฎหมายสังคมนิยมกับระบบกฎหมายซีวิล ลอว์

1.กฎหมายอาญาของประเทศสังคมนิยม ไม่ต้องตีความโดยเคร่งครัดโดยอาจลงโทษผู้กระทำผิดโดยอาศัยการเทียบเคียงความผิด แต่ซีวิล ลอว์จะตีความโดยเคร่งครัด
2.ระบบซีวิล ลอว์ การออกกฎหมายจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมิได้ แต่ในระบบกฎหมายสังคมนิยม แม้จะต้องออกกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็อาจใช้บังคับเป็นกฎหมายได้
3.ระบบซีวิล ลอว์ ให้เสรีภาพแก่เอกชนในการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน แต่ระบบสังคมนิยม จำกัดการมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของเอกชน
4.ระบบซีวิล ลอว์ ให้ความสำคัญแก่กฎหมายเอกชนมากกว่ากฎหมายมหาชน แต่ระบบสังคมนิยมให้ความสำคัญแก่กฎหมายมหาชนมากกว่ากฎหมายเอกชน

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สรุปย่อ LAW2032 ระบบกฎหมายหลัก

สรุปย่อ วิชา ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย และระบบกฎหมายหลัก (LAW2032)
เรื่อง ระบบกฎหมายหลัก

ศาสตราจารย์เรเน่ ดาวิด นักกฎหมายชาวฝรั่งเศส ได้แบ่งระบบกฎหมายออกเป็น 4 ระบบ ดังนี้
1.ระบบกฎหมายโรมาโน-เยอรมันนิค
คำว่า “โรมาโน” หมายถึงกรุงโรมซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศอิตาลี ส่วนคำว่าเยอรมันนิค หมายถึงชาวเยอรมัน เพื่อให้เกียรติแก่ประเทศทั้งสอง เนื่องจากอิตาลีเป็นชาติแรกที่รื้อฟื้นกฎหมายโรมันในอดีตขึ้นมาใหม่ เยอรมันเป็นประเทศที่สองได้รับเอากฎหมายโรมันมาใช้เช่นเดียวกับอิตาลี มีผู้เห็นว่าหากจะยกย่องหรือให้เกียจรติ ควรให้เกียรติกฎหมายโรมัน ในทางกฎหมายจึงมีศัพท์กฎหมายเรียกกันว่า Jus Civil หรือ Civil Law หมายถึง กฎหมายที่ใช้ได้กับชาวโรมัน หรือต้นกำเนิดของกฎหมายโรมันแท้ๆ คำว่า Civil Law ได้กลายมาเป็นชื่อระบบกฎหมายที่นิยมมากกว่าโรมาโน-เยอรมันนิค
จะเห็นว่ามีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ประเทศต่างๆที่นำเอาไปใช้ได้มีการจัดทำกฎหมายในรูปประมวลกฎหมาย (Code)
2.ระบบกฎหมายคอมมอน ลอว์
ต้นกำเนิดคือประเทศอังกฤษ เกิดจากเดิมเกาะอังกฤษมีชนเผ่าดั้งเดิมซึ่งทำไร่ ไถนา เรียกว่าพวก Briton แต่ถูกรุกรานจากชนเผ่าต่าง ๆ เมื่อเผ่าดั้งเดิมสู้ไม่ได้จึงถูกยึดครอง จะเห็นว่าเดิมนั้นเกาะอังกฤษมีหลายชนเผ่า แต่ละชนเผ่าจะมีจารีตประเพณีของตนเอง จนมีผู้กล่าวว่า “ถ้าขี่ม้าข้ามทุ่งนาต้องผ่านจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นนับเป็นสิบๆอย่าง” ชนเผ่าสุดท้ายที่เป็นบรรพบุรุษของชาวอังกฤษ คือชาว Norman บุกขึ้นเกาะอังกฤษแล้วตั้งราชวงศ์มีกษัตริย์ปกครอบทรงพระนามว่าพระเจ้าวิลเลียม ทรงจัดตั้งศาลพระมหากษัตริย์ เรียกอีกอย่างว่า ศาลหลวง ส่งผู้พิพากษานั่งรถม้าจากส่วนกลางไปพิจารณาคดี ใช้วิธีไต่สวนบุคคลแทนแบบดั้งเดิม จารีตเผ่าไหนล้าสมัยก็แก้ไขจนในที่สุดศาลหลวงได้วางหลักเกณฑ์ที่มีลักษณะเป็นสามัญ และใช้กันทั่วไป
ระบบคอมมอน ลอว์ จึงหมายถึงระบบกฎหมายจารีตประเพณี มีที่มาจากจารีตประเพณีของอังกฤษ ระบบกฎหมายนี้ถือว่าผู้พิพากษาเป็นผู้บัญญัติกฎหมาย เมื่อคดีเรื่องใดศาลได้ตัดสินไปแล้วถ้าหากมีคดีเช่นเดียวกันเกิดขึ้นอีก ศาลก็จะยึดถือคดีก่อนเป็นบรรทัดฐาน และตัดสินคดีดำเนินรอยตามคดีก่อน
3.ระบบกฎหมายสังคมนิยม
มีต้นกำเนิดในรัสเซีย แต่เดิมรัสเซียมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และได้มีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นสังคมนิยม เพื่อทำให้สังคมกลายเป็นคอมมิวนิสต์ในที่สุด
คำว่าคอมมิวนิสต์ หมายความว่า ลัทธิเกี่ยวกับการจัดระเบียบสังคมที่ยึดหลักว่า การรวมกันของบรรดาทรัพย์สินทั้งหลายเป็นของกลางร่วมกันทั้งหมด เอกชนจะถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์มิได้
เกิดจากแนวความคิดของนักปราชญ์สองท่านคือ คาร์ล มาร์กซ์ และเลนิน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ เพื่อบีบบังคับเอามาเป็นของชุมชนเนื่องจากมนุษย์โดยธรรมชาติย่อมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ของชุมชน
4.ระบบกฎหมายศาสนาและประเพณีนิยม
มีพื้นฐานมาจากศาสนา
4.1ศาสนาอิสลาม
มีความเชื่อว่า อัลลอฮ์ เป็นพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ท่านนบีมูฮำมัด เป็นศาสดาองค์สุดท้าย มาประกาศสั่งสอนหลักธรรมแก่มนุษยโลก พระมหาคัมภีร์อัล-กรุอาน เป็นธรรมนูญสูงสุดและเป็นที่มาอันดับแรกของกฎหมายอิสลาม ซึ่งถือหลักในการพิจารณากระบวนการยุติธรรมอันเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของครอบครัว ผัวเมียและการแบ่งปันมรดกของชนชาวมุสลิม ภายหลังท่านนบีมูฮำมัดสิ้นพระชนม์ไปแล้วได้มีการรวบรวมจดเป็นตัวอักษรไว้ในใบปาล์มบ้าง หนังสัตว์บ้าง
4.2ศาสนาคริสต์
มีต้นกำเนิดมาจากศาสนาคริสต์ แนวความคิดของศาสนาคริสต์ก็ใช้เป็นแนวทางในการร่างกฎหมายของประเทศที่นับถือคริสต์ศาสนา เช่น ข้อกำหนดห้ามหย่า การห้ามคุมกำเนิด การห้ามทำแท้ง การห้ามสมรสซ้อน เป็นต้น
4.3ศาสนาฮินดู
กฎหมายฮินดู หมายความถึงลัทธิกฎหมายที่ชุมชนต่าง ๆ ไม่ว่าในประเทศอินเดียหรือประเทศอื่นๆ แถบเอเขียตะวันออกเฉียงใต้ คือไทย กัมพูชา ลาว ได้ยอมรับนับถือ กฎหมายฮินดูมีที่มา 4 ประการคือ
1.ศรุติ ได้แก่หลักการในศาสนาฮินดู
2.ศาสตร์ หรือสมฤติ ได้แก่บทบัญญัติที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นเพื่อประกอบกับพระธรรมศาสตร์
3.ธรรมะ ได้แก่ บทบัญญัติซึ่งกำหนดถึงหน้าที่
4.ธรรมศาสตร์ และนิพนธ์